สั่งซื้อของ ไม่ให้เสียภาษี หรือจ่ายน้อยลง
edit: กรมศุลเพิ่งมีหน้านี้อัปเข้ามา
พิธีการศุลกากรไปรษณีย์
ลองอ่านดูครับ รู้วิธีการเขาแล้ว ก็เตรียมรับมือป้องกัน
ผมเป็นคนซื้อของผ่านเน็ตบ่อยๆ ครับ
หลายๆ ครั้ง แทนที่จะได้ของ กลับได้ใบแจ้งมาบอกว่าห้ไปรับของ ณ ไปรษณีย์ และเตรียมจ่ายภาษีด้วย
(นี่มันเรียกค่าไถ่ใ่ช่มั้ย)
ตอนแรกสงสัยว่า ทำไมเดี๋ยวก็เสีย ทำไมบางที่ก็ไม่ต้องเสีย
ผมเลยไปหาข้อมูลเกี๋ยวกับการเสียภาษีสำหรับการนำเข้าของจากต่างประเทศ
1. ราคาของไม่ถึง 1000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
แม่นแล้ว ถ้าหากเจ้าหน้าที่กองศุลประเมินราคาของของเราว่า ไม่ถึง 1000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษี
ถ้าหากคุณสั่งของจาก Amazon หรือ Play-Asia มันจะมีใบปิดราคา (หรือก็คือ invoice) แปะไว้บนกล่องพัสดุ
เจ้าหน้าที่ก็จะคำนวนเอาว่าเป็นเงินไทยได้เท่าไหร่
ดังนั้นถ้าหากเป็นไปได้ ก็ควรสั่งของแยกชิ้น ให้ส่งมาหลายครั้ง
สำหรับ Play-Asia หากคุณสั่งของไม่เกิน 100$ และน้ำหนักไม่เกิน 0.75 กิโลกรัม เค้าจะส่งให้ฟรีเลย
สำหรับ Amazon ต้องเสียค่าส่งอยู่แล้ว ก็ลองคำนวนดูว่ารวมส่งมา จะเสียค่าส่งมากกว่าภาษีหรือเปล่า
2. ไม่มีใบราคาปิดหน้า ก็ประเมินราคาของไม่ได้
ถ้าคุณสั่งซื้อของ จะต้องมี invoice หรือใบแจ้งราคามาด้วยเสมอ
สำหรับการสั่งของจากร้านที่เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ อย่าง Amazon, Play-Asia และ Ebay's Store
เขาจะแปะติดใบราคาไว้หน้ากล่องเลย
แต่ถ้าคุณสั่งของจากสมาชิกทั่วไป Ebay (คนที่เปิดร้านบน Ebay) คุณสามารถบอกเขาได้ว่าไม่ต้องส่งใบราคามา หรือแต่งราคาให้ของไม่เกิน 1000 ก็น่าจะโอเคนะ
3. สั่งของที่มีต้นกำเนิดจากเขตปลอดภาษี
ประเทศไทยได้ทำสัญญาเขตปลอดภาษีกับหลายๆ ประเทศ บางประเทศได้ลดหย่อนภาษี หรือบางที่ก็ไม่ต้องจ่ายเลย
อย่างเช่น วิดีโอเกมที่เล่นกับโทรทัศน์ ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น ตามปกติจะต้องเสียภาษี 40% ของราคาของ
แต่เพราะสัญญา JTEPA คุณจะเสียภาษีแค่ 13.33%
และสัญญานี้ จะลดภาษีที่ต้องจ่ายลงไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึง 1 เมษา ปี 2555 เราก็จะไม่ต้องเสียภาษีของจากญี่ปุ่นอีกต่อไป
ลองดูเอกสารนี้ และหาของประเภท 95.04
4. โดนภาษีเข้าแล้ว ลองอุธรณ์ดู
ถ้าหากโดนเข้าไปแล้วจริงๆ ลองหาทางอุธรณ์ดู เผื่อจะได้ลดลงบ้าง
วิธีการอุธรณ์ คุณสามารถขอเอกสารอุธรณ์ที่ไปรษณีย์ได้เลย
โดยต้องเตรียมสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาใบรับของ อย่างละ 2 ฉบับ
จากนั้นขอเอกสารอุธรณ์ พร้อมหาเหตุผลดีๆ ว่าทำไมเจ้าหน้ากรมศุลถึงประเมินของเราผิด
หลังจากยื่นเอกสารแล้ว โดยระบุว่าให้แจ้งผลทางไปรษณีย์ ไปรษณีย์จะส่งของกลับไปกรมศุล
จากนั้นรอผลว่าจะได้ลดมั้ย โดยเขาจะส่งใบรับของกลับมาอีกครั้ง
(ถ้าหากบอกว่าจะไปรับของเองที่กรมศุลฯ หัวลำโพง ก็ต้องเป็นธุระทำเอง)
เคยมีกรณีที่ผมสั่ง การ์ด (เกมไพ่) จาก Play-Asia มาแล้วโดนภาษี
โดยเจ้าหน้าที่กรมศุลฯ ประเมินของของผมว่าเป็นวิดีโอเกม ซึ่งมันจะเสียภาษีมากกว่าสิ่งพิมพ์
ผมเลยอุธรณ์ไปว่าเค้าประเมินของผิด (ทั้งๆที่ บน invoice ก็บอกอยู่แล้วว่าของข้างในมันเป็นอะไร)
ก็ได้ส่วนลดมา 200 บาท...
เป็นงี้บ่อย ถ้าสั่งจาก Play-Aisa ก็จะโดนประเมินว่าเป็นวิดีโอเกมซะหมด
หากคุณสั่งหนังสือหรือของเล่นที่ที่ไม่ได้เป็นอิเล็กโทรนิก ปกติภาษีมันจะน้อยกว่า 20%
หรือบางทีก็ลืมลดจากสัญญาลดหย่อนต่างๆ ซะอีก
ดังนั้นหาความรู้ของภาษีกับของที่เราจะสั่งมาไว้ซะก่อนนะครับ
ผมลองถามเจ้าหน้าที่ที่ไปรษณีย์ดูว่าเคยมีอุธรณ์ไม่ผ่านมั่งมั้ย
เค้าก็บอกมาว่าส่วนใหญ่ก็จะได้ลด แต่ก็ไม่มากนัก (ก็ยังดีกว่าไม่ได้ลดนะลุง)
ถ้ามีโอกาสอุธรณ์ได้ ก็ลองดูนะครับ
5. อย่าให้ส่งทาง FED-EX หรือ DHL มันมาไม่ถึงบ้านหรอก
ถ้าหากเจอกำแพงภาษี ของๆคุณจะค้างอยู่ที่โกดังที่สนามบิน และต้องไปเอาเองที่สุวรรณภูมิ
แถมค่าเช่าโกดังยังแพงบานตะไท! คิดเป็นต่อวันเลยด้วย
ให้ใช้บริการไปรษณย์ของแต่ละประเทศ หรือ EMS ที่มีเครือข่ายกับไปรษณีย์ไทยดีกว่า
อย่างน้อยถ้าเจอภาษี ก็ไปเอาเองได้ที่ไปรษณีย์ใกล้บ้าน และไม่ต้องจ่ายค่าเช่าเก็บของ หากไปรับภายใน 7 วัน
ลองดูว่าของที่คุณจะสั่งจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ได้ที่นี่
ไปที่หน้าพิกัดอัตาอากรขาเข้า และพิมพ์คำอธิบายของของคุณในคำค้น เช่น เกม ตุ๊กตา ของเล่น
(อย่าลืมดูด้วยว่าได้ลดภาษีจากประเทศคู่สัญญาด้วยมั้ย)
เป็นคำบอกเล่าจากประสบการณ์นะครับ
ใครเจอที่ต่างจากนี้ ก็บอกเล่ากันด้วย
ปล. บ้างวิธีก้อได้ผลบ้างผม ก้อสั่งของจากต่างประเทศบ่อย โดนไปก้อหลายดอกหลายครั้งหลายคราส่งมา
โดนภาษีเนี่ยแหล่คับ ทำให้ต้นทุนเพิ่ม
บ้างครั้งแทบเลือดซิบเลือดได้ภาษีนำเข้าไป
ดังนั้นต้องคำนวณราคาต้นทุน + ค่าขนส่ง + ภาษีนำเข้าอีก ด้วย น่ะคับ
และที่สำคัญต้องหา Supplier ที่ดีไว้ใจได้ หรือ เว็บที่ขายของที่ไว้ใจได้ ....ด้วยมีสิทธิโอนเิงินไปแล้วหายก้อมีคับ ต้องดูให้ดี ๆ คับ เงินเราโอนไปให้เข้าบัญชีเค้าก่อน .......
สรุปแล้ว เป็นข้อมูลที่ดีสำหรับใครจะสั่งของจากต่างประเทศคับ มาเอง
ข้อมูลเครดิคจากเวบนี้คับ
http://aun61.exteen.com/20090118/entry






Post new comment