อ่านข่าว IT
ZTE เผยไมโครซอฟท์เรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์วินโดว์ โฟน 23-30 เหรียญสหรัฐฯ
เมื่อวานนี้ ZTE ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือจากจีนได้ทำการเปิดตัวโทรศัพท์วินโดว์ โฟน เครื่องแรกที่งานแถลงข่าวในเมืองลอนดอนที่มีชื่อว่า ZTE Tania สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับหน้าจอทัชสกรีนขนาด 4.3 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง 1GHz Qualcomm MSM8255 มีหน่วยความจำแรม 512 เมกะไบต์ และหน่วยความจำภายใน 4 กิกะไบต์ รองรับการเชื่อมต่อทั้ง HSPA with up to 14.4Mbps download speed, 802.11b/g/n Wi-Fi, Bluetooth 2.1 และ A-GPSโดยสิ่งที่น่าสนใจของงานแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวโทรศัพท์มือถือ แต่อยู่ที่ Santiago Sierra ผู้จัดการบริษัท ZTE สาขาอังกฤษได้ออกมาเปิดเผยว่าบริษัทได้ทำการจ่ายค่าลิขสิทธิ์สำหรับการใช้งานวินโดว์ โฟน ให้แก่ไมโครซอฟท์เป็นเงิน 23-30 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ราคาขายของมือถือเครื่องนี้สูงกว่าแอนดรอยด์โฟน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่สาธารณชนได้ทราบถึงค่าใช้จ่ายที่เปิดเผยจากปากคำของผู้ผลิต สวนทางกับกูเกิลที่ได้นำเสนอแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่จากการรายงานข่าวต่างๆ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็คือผู้ผลิตส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์จากบุคคลที่สามอย่างไมโครซอฟท์ และมากกว่า 70% ของแอนดรอยด์โฟนที่ขายในสหรัฐฯ มักจะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ไมโครซอฟท์ และเผชิญกับความกดดันต่อความน่าสนใจ ซึ่งทำให้กูเกิลต้องเตรียมสิทธิบัตรกว่า 24,000 ฉบับ จากแผนการเข้าซื้อโมโตโรล่า โมบิลิตี้
Source :TechSpot
ผู้สร้าง Angry Birds ลั่น ยังไม่ถึงเวลาเข้าตลาดหุ้น
ผู้บริหารจากบริษัทผู้ผลิตเกมชื่อดัง Angry Birds ลั่นยังไม่ตกลงปลงใจเข้าตลาดหุ้น (IPO) ในปีนี้ แต่มีการตั้งเป้าหมายไว้บ้างแล้ว ซึ่งไม่แน่อาจจะเป็นนิวยอร์กหรือฮ่องกง เนื่องจากมีความน่าสนใจ สำหรับ Angry Birds นั้น คือเกมดังที่มีรูปแบบให้ผู้เล่นใช้หนังสติ๊กในการโจมตีหมูแต่ละด่าน เพื่อทำการขโมยไข่ ที่ซึ่งมีผู้ดาวน์โหลดมากกว่า 600 ล้านครั้ง นับตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อปี 2009 จนส่งผลให้บริษัทเล็กๆ อย่าง Rovio ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งองค์กรที่มีมูลค่าสูงถึง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ "เราไม่ได้เร่งรีบ ปีนี้เป็นปีที่เร็วเกินไปสำหรับการเข้าตลาดหุ้น และถือว่ามากเกินไปสำหรับการเปิดรับหลายอย่าง อีกทั้งเรายังคงอยู่ในวงจรชีวิตขั้นต้นของเกม Angry Birds" Peter Vesterbacka หัวหน้าฝ่ายการตลาดให้สัมภาษณ์แก่แหล่งข่าว ก่อนจะทิ้งท้ายว่า "ฮ่องกงถือเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่แน่นอนว่า ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับวิธีการพัฒนาของตลาดด้วย นอกจากนี้บริษัทยังหวังที่จะนำเกม Angry Birds ภาคใหม่ออกมาสู่สายตาแฟนๆ ในปีนี้ และจะขยายการเข้าถึงให้กว้างขึ้นกว่าเดิมด้วย"
Source :reuters
รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งปิดเว็บ MegaUpload พร้อมจับกุมผู้บริหาร ฐานละเมิดลิขสิทธิ์
รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าสั่งเก็บหนึ่งในเว็บไซต์ไฟล์แชร์ริ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง MegaUpload ฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ พร้อมกับขอความร่วมมือจากรัฐบาลนิวซีแลนด์ในการบุกเข้าจับกุมตัวสี่ผู้บริหาร MegaUpload รวมถึง Kim Dotcom ผู้ก่อตั้งด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เหลือนำกำลังไล่ล่าผู้ประกอบการอีกสามเว็บไซต์ โดยในแฟ้มรายงานระบุว่า Dotcom และผู้ร่วมขบวนการ ต้องทำการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางอาญาที่มีมูลค่าถึง 175 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และค่าเสียหายทางด้านลิขสิทธิ์ของเจ้าของอีกมากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่ง Dotcom อ้างว่า กิจการของเขาไม่มีอะไรที่จะต้องเป็นกังวล เนื่องจากปฏิบัติตามกฏ ทั้งนี้ แต่ถ้าหาก Dotcom และพรรคพวกรวมถึงบริษัท MegaUpload และ Vestor (ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Dotcom) ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง พวกเขาอาจจะต้องเผชิญกับโทษจำคุกมากถึง 50 ปีขึ้นไป
Source :TechSpot
โกดัก ยื่นเอกสารคุ้มครองบทที่ 11 หวังหนีตายการสถานการณ์ล้มละลาย
เมื่อวานนี้ Eastman Kodak บริษัทผู้คิดค้นกล้องพกพาสัญชาติอเมริกาที่มีอายุเก่าแก่มากถึง 133 ปี ได้ยื่นเอกสารคุ้มครองการล้มละลายบทที่ 11 ต่อศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้มาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปี สูญเสียกำไรมหาศาล และการตอบสนองที่ล่าช้าในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้บริษัทจะยังคงเดินหน้าในธุรกิจหมึกพิมพ์และวัสดุสิ้นเปลืองที่เกี่ยวข้องได้ดีอยู่ก็ตามโดยการเคลื่อนไหวดังกล่าว ตามมาหลังจากที่บริษัทได้มีการปรับแผนโครงสร้างในระยะยาวจากประธานบริหารและซีอีโอ Antonio Perez ผู้ซึ่งนำทางให้บริษัทย้ายจากตลาดในรูปแบบเดิมสู่ธุรกิจเครื่องพิมพ์ ซึ่งตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา โกดักได้ทำการปิดโรงงานสาขาไปแล้ว 13 แห่ง เลิกจ้างงานสูงสุด 145,000 คนในยุค 80 และปัจจุบันมีมูลค่าทางการตลาดอยู่ที่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตกต่ำจากรายได้ 31 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อ 15 ปีก่อน "คณะกรรมการของบริษัทและผู้บริหารระดับสูง มีมติเอกฉันท์เชื่อว่า สิ่งนี้เป็นขั้นตอนที่จำเป็นและเป็นสิ่งที่เหมาะสมเพื่ออนาคตของโกดัก" Perez เปิดใจ "นอกจากนี้เป้าหมายของเรายังคือการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น รวมถึงพนักงาน ผู้ที่เกษียณ เจ้าหนี้ และกองทุนบำนาญ รวมถึงยังมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานกับลูกค้าของเราด้วย" "การคุ้มครองบทที่ 11 จะช่วยให้เรามีโอกาสที่ดีงามในการเพิ่มมูลค่าในสองส่วนที่สำคัญของการลงทุนด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรการการจับภาพดิจิตอล ที่ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับการใช้งานอย่างกว้างขวางในวงการมือถือและอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์อื่นๆ ซึ่งมันทำให้เราได้รับค่าลิขสิทธิ์มากกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2003 ส่วนธุรกิจการพิมพ์ก็จะช่วยให้โกดักได้รับประโยชน์จากการเติบโตของธุรกิจดิจิตอล" เขากล่าวทิ้งท้าย ปัจจุบันนี้ โกดักมีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ประมาณ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีหนี้อยู่ที่ 6.75 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะเทขายทรัพย์สินที่มีความสำคัญระหว่างการล้มละลายตามเอกสารจากศาลที่เขียนขึ้นโดย Antoinette McCorvey ส่วนทรัพย์สินที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ อย่างหนี้หรือหน่วยงานการผลิตไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการฟ้องและยังสามารถดำเนินงานได้ตามปกติ
Source :TechSpot
แอปเปิ้ล เปิดตัว 'iBooks 2' เพื่อตอบรับค.ต้องการของผู้ใช้ด้านการศึกษา
หวนกลับคืนสู่แวดวงการศึกษาอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานสำหรับแอปเปิ้ล ด้วยการเปิดตัว 'iBooks 2' ตำราเรียนดิจิตอล กลางเวทีงานมีเดียที่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ที่ตั้งอยู่ในเมืองนิวยอร์คซิตี้ เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภค หลังจากที่เคยมีรายงานเปิดเผยว่า มี iPad ถึง 1.5 ล้านเครื่องถูกใช้งานในด้านการศึกษา ขณะที่ Phil Schiller ผู้บริหารจากแอปเปิ้ลเปิดเผยว่า iBooks 2 จะเป็นการบูรณาการตำราเรียนในรูปแบบใหม่ และด้วยคุณสมบัติของ iBooks 2 นั้น จะทำให้นักเรียนสามารถโต้ตอบกับตำราเรียนในวิธีการใหม่ทั้งหมด ผ่านท่าทาง อย่างการรูดหรือ pinch-to-zoom ที่จะช่วยเสริมการจำลองแบบสามมิติ และวีดีโอคลิปที่อยู่ภายในบทเรียนของหนังสือ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถที่จะเรียกดูเนื้อหาทั้งในแนวนอนและแนวตั้ง รวมถึงไฮไลท์ตัวหนังสือสำหรับจดบันทึกหรือทำการ์ดแฟลชเสมือน และเนื้อหายังมีความทันสมัยกว่าหนังสือในรูปแบบเดิมอีกด้วย นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังได้คลอดแอพพลิเคชั่นฟรีสำหรับ Mac OS X ที่เรียกว่า iBooks Author ที่จะช่วยให้เหล่านักพัฒนาสามารถสร้างตำราเรียนสำหรับ iBooks 2 ได้ ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะมาพร้อมกับเทมเพลตที่ช่วยให้สร้างหนังสือได้เช่นเดียวกับความสามารถในการแดรกส์และดร็อปรูปภาพ วีดีโอ หรือแม้แต่ไฟล์เอกสาร รวมถึงยังเป็นครั้งแรกที่แอปเปิ้ลได้ร่วมมือกับสำนักพิมพ์ Houghton Mifflin Harcourt ที่ซึ่งเป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบตำราเรียนในสหรัฐฯ เกือบ 90% และตั้งราคาขายหนังสือดิจิตอลไว้เพียง 14.99 เหรียญสหรัฐฯ ( ราว 450 บาท) หรือน้อยกว่าเท่านั้น ซึ่งถือได้ว่ามีราคาถูกกว่าบรรดาเหล่าหนังสือที่วางขายบนแผงร้านค้าทั่วไป ทั้งยัง สามารถดาวน์โหลดซ้ำได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สำหรับ iBooks 2 นั้น สามารถเริ่มต้นใช้งานบน iPad ได้แล้ววันนี้ผ่านทาง App Store โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นชุดแรกของตำราเรียนออนไลน์ที่เน้นในเรืองของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ
Source :TechSpot
บ.ในอังกฤษ ฉลองแฟนเพจครบ 1 ล้านคน ด้วยการสร้างช็อคโกแลตยักษ์รูป "Like"
โดยช็อคโกแลตยักษ์ดังกล่าวใช้เวลาในการก่อสร้างสองวัน และได้ให้เกียรติเฟซบุ๊คแฟนที่มีชื่อ Denise เป็นผู้วางช็อคโกแลตชิ้นสุดท้าย ก่อนที่จะนำช็อคโกแลตรูปมือขนาดยักษ์บริจาคให้บริษัทที่ไม่เปิดเผยชื่อ ที่มีความเชี่ยวชาญในการวิจัยด้านพลังงานทดแทน
Source :CNET
Zynga ฟุ้งทุ่มเงินซื้อบริษัทเกม 4 แห่งรวด
บริษัท Zynga เผยซื้อกิจการบริษัทผู้พัฒนาเกมมือถือ 4 แห่งรวดเมื่อปีที่แล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การก้าวขึ้นในตำแหน่งผู้พัฒนาเกมบนเฟซบุ๊คอันดับหนึ่ง พร้อมแง้มอาจจะขยายไลน์ไปสู่ตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตด้วย David Ko ผู้บริหารจากค่าย Zynga เปิดเผยแก่แหล่งข่าวเมื่อวานนี้ว่า เขาได้ทำการเข้าซื้อบริษัทเกมจากเยอรมันที่มีชื่อว่า Gamedoctors เมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งตั้งอยู่ที่บีเลเฟล์ใกล้กับฮันโนเวอร์ และเป็นผู้สร้างเกม ZombieSmash ด้วย นอกจากนี้บริษัทยังได้ทำการซื้อ Page44 Studios ที่ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐซานฟรานซิสโกเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งเป็นสตูดิโอที่สร้างเกม World of Goo บนแพลตฟอร์มไอโอเอสของแอปเปิ้ล รวมถึงการเข้าซื้อกิจการ HipLogic ซึ่งเป็นบริษัทเกมอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโกเมื่อเดือนสิงหาคม และ Astro Ape Studios ที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ค เมื่อเดือนสิงหา สำหรับการพัฒนาเกมใหม่ด้วย ทั้งนี้ หุ้นของบริษัทตกลง 6% หลังการแปรสภาพเป็นสาธารณะเมื่อเดือนธันวาคม ส่งผลให้ปิดอยู่ที่ 8.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้น
Source :reuters
จีน โต้ สหรัฐฯ หลังบรรจุเว็บ Taobao ขึ้นแท่นตลาดละเมิดลิขสิทธิ์
โฆษกจากกระทรวงพาณิชย์ของจีน ออกโรงแสดงถึงความเป็นกังวลและต่อต้านต่อการที่สหรัฐอเมริกาบรรจุเว็บไซต์ Taobao ซึ่งเป็นเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของจีน ขึ้นแท่นเป็นตลาดที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ ลงในบันทึก United States Trade Representative (USTR) เมื่อเดือนที่ผ่านมา เมื่อกล่าวถึงธุรกิจจีน เราสังเกตได้ว่ารายงานบันทึกตลาดมืดของสหรัฐอเมริกามักจะใช้คำว่า "กล่าวหา" และ "ตามรายงานจากข้อมูลอุตสาหกรรม" Shen Danyang ตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์กล่าวระหว่างการแถลงข่าว "ซึ่งคำพูดที่คลุมเครือและไม่มีหลักฐาน รวมถึงรายละเอียด ถือเป็นการขาดความรับผิดชอบเป็นอย่างมากและไม่ยุติธรรม เราจึงอยากเรียกร้องให้สหรัฐฯ คำนึงถึงความพยายามของจีนในการปกป้องและดำเนินขั้นตอนการควบคุม เพื่อให้มีความยุติธรรมมากขึ้น" Shen กล่าวปิดท้าย ขณะที่ด้านตัวแทนจาก USTR กล่าวว่า "หน่วยงานได้ยืนอยู่บนการตัดสินใจของ Taobao ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อมูลต่างๆ ที่รวบรวมมาได้จากบริษัทและบุคคลที่น่าสนใจเมื่อปีที่แล้ว และเป็นส่วนหนึ่งของความคิดเห็นตามปกติในสังคมอินเทอร์เน็ตและตลาดกายภาพที่มีการปลอมแปลงสินค้า" ทั้งนี้ ประเทศจีนได้มีความพยายามเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศเมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงมีความยุ่งเหยิง เนื่องจากการบังคับใช้กฏหมายที่มีความอ่อนแอ และไม่สอดคล้องกัน นอกจากนี้ผู้ค้าของเถื่อนยังได้คิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการคัดลอกและขายสินค้าปลอมแปลงและเลียนแบบตลอดเวลา
Source :reuters
นีสเส็นชี้ iPhone 4S ช่วยให้แอปเปิ้ลมียอดขายสูสี Android
บริษัทวิจัยตลาดชื่อดัง 'นีลเส็น' รายงานตัวเลขล่าสุดของยอดขายสมาร์ทโฟนในสหรัฐอเมริกา พร้อมชี้ให้เห็นว่า iPhone 4S ใหม่ของแอปเปิ้ล มีส่วนช่วยผลักดันให้ยอดขายทำคะแนนได้สูสีกับอุปกรณ์ที่ใช้ซอฟท์แวร์แอนดรอยด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา มีนักช้อปในสหรัฐฯ ถึง 45% เลือกเป็นเจ้าของ iPhone ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาที่มีอยู่เพียง 25% เท่านั้น ขณะเดียวกันสัดส่วนของผู้ที่เป็นอดีตสาวกแอนดรอยด์ก็ลดลงจาก 62% เหลือเพียง 47% ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขยอดขายของแอปเปิ้ลสมาร์ทโฟนพลาดท่านั้น มาจากการที่ผู้คนส่วนใหญ่รอคอยการมาของ iPhone 4S ที่ซึ่งกินระยะเวลาเกือบหนึ่งปีครึ่งหลังจากที่ iPhone 4 เปิดตัว ขณะที่ซัมซุงยังคงมียอดขายที่ทรงตัวจาก Galaxy S II และนอกเหนือจากการมาของ iPhone 4S แล้วแอปเปิ้ลยังได้ทำการเปิดตัว iPhone 4 รุ่นความจุ 8 กิกะไบต์ในราคา 100 เหรียญสหรัญฯ และหั่นราคา 3GS เหลือเพียง 0 เหรียญสหรัฐฯ พร้อมการทำสัญญา ซึ่งปัจจัยนี้เองที่ทำให้ตัวเลขขยับขึ้น ขณะที่ ฟากแบล็คเบอร์รี่ก็ยังคงสามารถกอดอันดับสามไว้ได้อย่างเหนียวแน่นในช่วงไตรมาสที่สี่เมื่อปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ดี มันก็มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง ซึ่งตามการประเมินจากนีลเส็น ระบุว่า แบล็คเบอร์รี่จะพลาดท่าจากตัวเลข 7.7% เหลือเพียง 4.5% สำหรับยอดขายสมาร์ทโฟนใหม่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม และในแง่ของภาพรวมตลาดเมื่อไตรมาสที่สี่ ปีที่แล้ว แอนดรอยด์ยังคงถือครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 46.3% ไล่ตามมาด้วยไอโอเอสจากแอปเปิ้ลที่กินส่วนแบ่ง 30% ส่วนอันดับสามเป็นของแบล็คเบอร์รี่ที่ 14.9% วินโดว์ โมบายล์ 4.6% เว็บโอเอสและซิมเบี้ยนอย่างละ 1.4% ปิดท้ายด้วยวินโดว์ โฟน 7 ที่ 1.3%
Source :TechSpot
Jerry Yang ยื่นใบลาออกจากทุกตำแหน่งในยาฮูแล้ว
Jerry Yang หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ และอดีตซีอีโอบริษัทยาฮู อีกหนึ่งขุนพลผู้บุกเบิกวงการสื่อออนไลน์ตั้งแต่ยุค 90 ประกาศลาออกอย่างเป็นทางการจากการนั่งบริหารทุกตำแหน่งในยาฮูเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้
"ขณะที่ผมกำลังจะออกจากบริษัทที่ร่วมก่อตั้งมาเกือบ 17 ปี ผมได้มุ่งมั่นที่จะแต่งตั้ง Scott Thompson ให้เข้ามากุมบังเหียนบริหารงาน และด้วยความสามารถบวกกับการเข้ามาเป็นผู้นำทีม ผมเชื่อว่ายาฮูจะต้องมีเรื่องที่น่าตื่นเต้นและประสบความสำเร็จได้ในอนาคตข้างหน้า" Yang เผยความในใจผ่านจดหมายที่ยื่นให้แก่ Roy Bostock ประธานคณะกรรมการบริหาร "นอกจากนี้ เวลาของผมที่ยาฮู นับตั้งแต่วันก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ล้วนล้อมรอบด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ และถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าต่อชีวิต แต่อย่างไรก็ดี วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องออกไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจนอกรั้วยาฮู" เขาทิ้งท้าย ส่วน Scott Thompson หางเสือคนใหม่ อดีตประธานบริหารเพลย์พาลที่ซึ่งถูกว่าจ้างให้เข้ามารับช่วงต่อเมื่อปลายปีที่แล้ว เปิดใจว่า "ผมรู้สึกถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่น และการสนับสนุนจาก Jerry ระหว่างการเข้ามาที่นี่วันแรก ซึ่ง Jerry มีความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่ยิ่งใหญ่ของยาฮู และผมก็จะแชร์ความมั่นใจที่ยิ่งใหญ่นั้นแก่ยาฮูในวันข้างหน้านี้" ทั้งนี้ ยาฮูได้ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกาศลาออกของ Jerry Yang
Source :TechSpot
ซัมซุง เล็งรวมแพลตฟอร์มมือถือ Bada และ Tizen เข้าด้วยกัน
ซัมซุง อิเล็คทรอนิคส์ มีแผนที่จะควบรวมระบบปฏิบัติการมือถือของตนเอง Bada เข้ากับแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สอย่าง Tizen เพื่อให้กลายเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดของโลกและมีทางเลือก นอกเหนือกจากการใช้กูเกิลแอนดรอยด์ โดยตัวแทนจากซัมซุงเปิดเผยว่า บริษัทกำลังทำงานเพื่อการผสานแพลตฟอร์ม Bada และ Tizen เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการบริโภค และเพิ่มอุตสาหกรรมให้กว้างขวางขึ้น พร้อมยืนยันความคิดเห็นของรองประธานอาวุโส Kang Tae-jin ที่ให้สัมภาษณ์กับแมกาซีนเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย ขณะที่ด้าน Francisco Jeronimo นักวิเคราะห์จากไอดีซี แสดงความเห็นว่า "ด้วยความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งของซัมซุง ผมคิดว่าโอเอสต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้ผลิตมือถือแอนดรอยด์ส่วนใหญ่ก็กำลังมองหาทางเลือกนอกเหนือการพึ่งพาอาศัยกูเกิล" อย่างไรก็ดี กูเกิลแอนดรอยด์มีสัดส่วนในตลาดสูงถึง 53% เมื่อไตรมาสที่สาม ขณะที่ซัมซุงแพลตฟอร์มบาดามีส่วนแบ่งอยู่เพียงแค่ 2.2 เท่านั้น แต่ก็ยังคงเหนือกว่าไมโครซอฟท์ วินโดว์ โฟน ที่ซึ่งมีโนเกียเป็นพาร์ทเนอร์อยู่เพียงรายเดียว
Source :reuters
เอชพี แต่งตั้งผู้บริหารคนใหม่ หวังยกเครื่องบริษัท
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทฮิวเล็ต แพคการ์ด มีคำสั่งแต่งตั้ง Bill Veghte นั่งตำแหน่งหน้าหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์คนใหม่แทนที่ Shane Robison ที่ลาออกจากตำแหน่งเมื่อสองเดือนก่อนเป็นที่เรียบร้อย เพื่อหวังยกเครื่องบริษัทให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแถวหน้าของตลาด หลังจากที่ต้องเผชิญความผิดพลาดมาเมื่อปีที่ผ่านมาตลอดทั้งปี โดยอดีตของ Veghte นั้นได้เข้าร่วมงานกับเอชพีมาตั้งแต่ปี 2010 ในบทบาทของรองประธานบริหารบริษัทฝ่ายซอฟท์แวร์เอชพี หลังจากที่อุทิศเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาในการทำงานให้กับไมโครซอฟท์
Source :reuters
ลือ ริม เตรียมเทขายกิจการให้ซัมซุง
มีรายงานว่า บริษัทรีเสิร์จ อินโมชั่น ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแบล็คเบอร์รี่ กำลังมองหาความเป็นไปได้ในการออกใบอนุญาตซอฟท์แวร์ให้แก่บริษัทจากเกาหลีใต้ และไต้หวันอย่าง ซัมซุง และเอชทีซี ซึ่งก็แน่นอนว่า ทั้งสองบริษัทไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข่าวลือที่เกิดขึ้น นอกจากนี้แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ยังอ้างอีกด้วยว่า ในอนาคต ริมมีแนวโน้มที่จะเทขายกิจการแบบเต็มรูปแบบ หรือแม้กระทั่งบางส่วน และซัมซุงก็น่าจะอยู่ในข่ายผู้ซื้อแต่ทั้งนี้ มันก็ยังไม่ชัดเจนว่า ถ้าบริษัทอิเล็คทรอนิคส์ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้มีความสนใจในข้อตกลง และเข้าถือครองกิจการได้จริง ผู้ใช้แบล็คเบอร์รี่ที่มีราว 75 ล้านคนทั่วโลก จะโดดเข้าร่วมในวิธีทางของซัมซุม และแซงหน้าบริษัทโนเกียขึ้นเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับหนึ่งของโลกหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี ตามรายงานยังระบุอีกด้วยว่า ริมยังคงเดินหน้าพบปะกับผู้ที่มีความสนใจในการเข้าซื้อกิจการ แต่ทุกคนต่างชะงักเมื่อทราบราคาขายที่สูงถึง 12-15 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มีรายงานว่าบริษัทจากแคนาดาได้ปฏิเสธการทาบทามเข้าซื้อกิจการของ Amazon.com และผู้ซื้อที่มีศักยภาพรายอื่นๆ รวมถึงไมโครซอฟท์และโนเกีย เนื่องจากต้องการที่จะแก้ปัญหาภายในเสียก่อน สำหรับมูลค่าตลาดของริม ปัจจุบันลดลงจากเดิมในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ราว 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ก่อนที่จะตามมาด้วยความผิดหวังในการดำเนินงานแต่ละไตรมาส, การเปิดตัวโทรศัพท์ที่ล่าช้า, ยอดขายแบล็คเบอร์รี่ เพลย์บุ๊คที่ย่ำแย่ และความผิดพลาดครั้งใหญ่อันเนื่องมาจากการสะดุดของการให้บริการ
Source :TechSpot
Wikipedia ร่วมวงสนับสนุนการคัดค้านร่างกม. SOPA ด้วยการปิดเว็บฯ 24 ชม.
Wikipedia เว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ของโลกได้กลายมาเป็นสมาชิกเว็บไซต์รายล่าสุดที่ได้ออกมาประกาศถึงความตั้งใจในการเข้าร่วมการคัดค้านร่างกฏหมาย Stop Online Piracy Act หรือพระราชบัญญัติการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ ตามหลัง Reddit ที่ออกมาประกาศการคัดค้านเพียงไม่กี่วันโดยการตัดสินใจดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อผู้เยี่ยมชมราว 100 ล้านคนในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเว็บไซต์เป็นเวลา 24 ชั่วโมงทั่วโลก ตั้งแต่เวลา 5 นาฬิกาของวันพุธที่ 18 มกราคมนี้ ขณะที่ด้านผู้ก่อตั้งวิกิพีเดีย Jimmy Wales ได้ใช้ทวิตเตอร์ประกาศถึงความร่วมมือการร่วมมือที่จะเกิดขึ้นและถึงแม้ว่าจะมันถูกใช้เป็นกระดานป่าวประกาศทางอินเทอร์เน็ต แต่ทวิตเตอร์เองก็ไมได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการคัดค้าน ซึ่ง Dick Costolo ซีอีโอทวิตเตอร์ระบุหลังจากการออกมาประกาศปิดตัวเองเพื่อประท้วงของวิกิพีเดียเมื่อวานนี้ว่า "การปิดธุรกิจระดับโลกเพื่อโต้ตอบปัญหาการเมืองระดับชาติเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่งี่เง่า" ขณะที่ด้านบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับการออกร่างกฏหมายใหม่อย่าง กูเกิล, เฟซบุ๊ค, ไมโครซอฟท์ และอะโดบี้ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด และอาจจะไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ถึงแม้พวกเขาจะทำการแสดงลิงค์เชื่อมโยงบนหน้าแรกของเว็บไซต์ เสมือนเป็นสัญลักษณ์การสนับสนุนก็ตาม
Source :TechSpot
Arfa Karim หญิงเจ้าของตำแหน่งใบรับรอง MCP ที่มีอายุน้อยที่สุด ลาโลกแล้ว
Arfa Karim คือชื่อของเด็กสาวที่ได้รับใบรองรับการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโปรแกรมไมโครซอฟท์ (Microsoft Certified Professional) ที่มีอายุน้อยที่สุดของโลก โดยเธอได้เสียชีวิตที่บ้านพักในประเทศปากีสถานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เนื่องจากสภาวะโรคแทรกซ้อนจากอาการชักและหัวใจหยุดเต้น ก่อนที่จะมีอายุครบ 17 ปีในเดือนหน้า ทั้งนี้ Karim เป็นเด็กผู้หญิงอายุน้อยที่สุดที่ได้รับใบรับรอง MCP จากไมโครซอฟท์เมื่อปี 2004 ด้วยวัยเพียง 9 ปีในขณะนั้น และเป็นคนที่สองของโลก ตามหลังเด็กชาย Mridul Seth วัย 8 ปีจากอินเดีย ซึ่งเธอเคยกล่าวว่ารู้สึกตื่นเต้นกับเทคโนโลยี หลังจากที่พ่อของเธอซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการรับส่งอีเมลล์ และในวัย 10 ขวบ Karim ได้พบกับประธานบริหารไมโครซอฟท์ บิล เกตต์ เป็นการส่วนตัว เพื่อบอกเล่าถึงประสบการณ์เพื่อเข้าชมดิสนีย์แลนด์ หลังจากนั้นผ่านมาจนถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว Karim ได้เกิดอาการหัวใจหยุดเต้น ก่อนจะตามมาด้วยการโจมตีจากลมชักจนต้องเข้าทำการรักษา ซึ่งแพทย์ที่ดูแลเธอรายงานว่า เธอมีกล้ามเนื้อหัวใจที่อ่อนแรง เนื่องจากความบกพร่อง ซึ่งเมื่อ บิล เกตต์ ทราบเรื่อง เขาก็ได้เข้ามามีบทบาทในความพยายามช่วยเหลือ ด้วยการมอบหมายให้แพทย์ส่วนตัวเฝ้าดูอาการของเธอผ่านจอมอนิเตอร์ รวมถึงเปรยให้มีการส่งตัวมารักษาที่อเมริกา พร้อมกับออกค่ารักษาพยาบาลให้ แต่อย่างไรก็ดี แพทย์ที่ทำการรักษาไม่อนุญาตให้มีการเคลื่อนย้าย เนื่องจากเธอต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จนในที่สุดก็เสียชีวิตลงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และนอกเหนือจากการถูกบันทึกสถิติว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโปรแกรมไมโครซอฟท์แล้ว Karim ยังเคยมีส่วนร่วมงานและกิจกรรมต่างๆในปีที่ผ่านมา รวมถึงการขึ้นพูดบนเวทีที่งาน Tech-Ed Developers Conference ที่จัดขึ้นที่เมืองบาร์เซโลน่าเมื่อปี 2006 และการร่วมทำงานกับโครงการนาซ่า
Source :CNET
ซัมซุงส่งท้ายงานซีอีเอส 2012 งัดไม้เด็ดโชว์ 'เทคโนโลยีหน้าจอโปร่งแสง'
ซัมซุงโชว์ออฟเทคโนโลยีใหม่ส่งท้ายงานคอนซูเมอร์ อิเล็คทรอนิคส์ โชว์ ประจำปี 2012 ที่จัดขึ้นที่เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยเทคโนโลยีหน้าจอโปร่งแสงหรือที่มีชื่อว่า 'Samsung Smart Window' นวัตกรรมใหม่ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดที่งานซีอีเอสในปีนี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้งานแทนที่บานหน้าต่างจริงภายในบ้านพักอาศัย ที่ไม่เพียงแต่จะสามารถมองทะลุโปร่งใสได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่มันยังสามารถวางทับเครื่องมือวิดเจ็ตควบคุมได้เช่นเดียวกับเบราเซอร์และมีเดีย นอกจากนี้ ซัมซุงยังได้ทำการสาธิตให้เห็นถึงการทำงานของชุดโปรแกรมบนอุปกรณ์ตัวต้นแบบ อาทิเช่น การทำนายสภาพอากาศ, ข้อมูลเที่ยวบิน, ฟีดข่าวจากทวิตเตอร์, เรียกดูตำราอาหาร และควบคุมปริมาณแสงที่ลอดเข้ามา แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าตัว 'Samsung Smart Window' ในเวลานี้ จะยังคงมีสถานะเป็นเพียงอุปกรณ์แนวคิด แต่ก็มีแนวโน้มว่า ซัมซุงจะเริ่มเดินสายการผลิตหน้าจอดังกล่าวภายในสิ้นปีนี้ ส่วนเรื่องของราคาและข้อมูลอื่นๆ ยังคงไม่มีการกล่าวถึง แต่ซัมซุงเปิดเผยว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจจะมีการปรับลดขนาดลงเพื่อใช้ในงานทางการทหาร
Source :TechSpot
เว็บไซต์ Zappos ถูกแฮ็ค, ซีอีโอเผยมีลูกค้า 24 ล้านชื่อบัญชีได้รับผลกระทบ
เว็บไซต์ร้านค้าปลีกออนไลน์ Zappos เร่งออกโรงแจ้งเตือนลูกค้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังบริษัทต้องเผชิญหน้ากับความเดือดร้อนจากการละเมิดทางด้านความปลอดภัย จนส่งผลให้ชื่อบัญชีของลูกค้า รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ ชื่อ, ที่อยู่การจัดส่งและใบเรียกเก็บเงิน, หมายเลขโทรศัพท์ และที่อยู่อีเมลล์ กว่า 24 ล้านชื่อได้รับผลกระทบโดย Tony Hsieh ซีอีโอเว็บไซต์ค้าปลีกรองเท้าออนไลน์ชื่อดังได้ระบุว่า ผู้โจมตีได้ทำการเข้าถึงส่วนหนึ่งของเครือข่ายและระบบภายในของบริษัทผ่านทางเซิฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในมลรัฐเคนตักกี้ แต่บรรดาหมายเลขสี่หลักสุดท้ายบนบัตรเครดิตที่แสดงในการทำธุรกรรมไม่ได้มีการเปิดเผยออกมา รวมถึงไม่มีข้อมูลการชำระเงินอื่นๆ รั่วไหล เนื่องจากมีการแยกฐานข้อมูลที่ซึ่งทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงได้ แต่อย่างไรก็ดี รหัสผ่านของบรรดาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ทางร้านค้าออนไลน์ออกมายอมรับว่ามีการโจมตีจริงแต่มันไม่สามารถที่จะเจาะเข้าไปในระบบได้ และเพื่อความไม่ประมาท บริษัทจึงตัดสินใจที่รีเซ็ตรหัสผ่านของลูกค้าทั้งหมด รวมถึงยังได้แจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่านในเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีการใช้เหมือนหรือคล้ายคลึงกันอีกด้วย ส่วนเว็บไซต์ Amazon.com ที่มีสถานะเป็นบริษัทแม่ของ Zappos นั้นไม่ได้รับผลกระทบจากการบุกรุกในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ดีทั้งสองเว็บไซต์ได้มีการปิดกั้นการเข้าระหว่างประเทศเป็นการชั่วคราวร่วมกับการบังคับใช้กฏหมายเพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน
Source :TechSpot
อดีตผู้บริหารไฟร์ฟอกซ์ มีแผนเข้าร่วมงาน 'แอนดรอยด์แอปฯ' ให้กับเฟซบุ๊ค
Mike Shaver ได้เคยประกาศไว้เมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า เขาจะย้ายไปอยู่ที่เฟซบุ๊คหลังการลาออกจากฐานะรองประธานฝ่ายกลยุทธ์ทางด้านเทคนิคของไฟร์ฟอกซ์ และมาในตอนนี้เรารู้แล้วว่า อะไรคือสิ่งที่เขาจะทำต่อไป นั่นคือ การดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมสำหรับการพัฒนาแอนดรอยด์แอปฯให้กับเฟซบุ๊คนั่นเองโดย Shaver ได้ทวิตข้อความบนทวิตเตอร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า "สัปดาห์นี้ ผมจะเริ่มต้นเป็นผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมให้กับทีมแอนดรอยด์ของเฟซบุ๊ค มาทำในสิ่งที่มหัศจรรย์ ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่เคยเห็น หรือคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้" โดยข่าวนี้จับความสนใจของคนในแวดวงไอที ซึ่ง Mike Belshe เป็นคนแรกที่แสดงความยินดีกับเรื่องนี้ และมีข้อเสนอแนะให้เฟซบุ๊คควรใช้ SPDY หรือเทคโนโลยีเร่งเวบที่เขาได้พัฒนาไว้ตอนอยู่ที่กูเกิล (ซึ่ง SPDY ตอนนี้ได้ฝังอยู่ภายในของไฟร์ฟอกซ์) โดย Shaver ตอบกลับ "ผมร่างไว้ว่า เราจะสร้างมันฟรีจาก WebView ของแอนดรอยด์ และไลบารี่ HTTP :-P" แต่ทั้งนี้มีความจริงอยู่ที่ว่า บราวน์เซอร์ของแอนดรอยด์ยังไม่สนับสนุน SPDY โดยงานใหม่นี้ หมายความถึง Shaver มีการเปลี่ยนแปลงจากตลาดที่ฮอทที่สุดตลาดหนึ่ง ไปยังอีกตลาดหนึ่งที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดทางด้านแอปฯบนสมาร์ทโฟนและมือถือในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เป็นที่น่าจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียว
Source :CNET
แอปเปิ้ลยิ้มร่า กระโดดขึ้น 9 อันดับมาอยู่ที่ 8 ของแบรนด์ดังระดับโลก
แอปเปิ้ลได้ถูกจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 8 ของแบรนด์ดังคุณภาพระดับโลกประจำปี 2011 ที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 33.49พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสามารถเอาชนะ Disney, Mercedes-Benz และ Budweiser ได้สำเร็จโดยการจัดอันดับประจำปี 2011 ที่ผ่านมานี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Best Global Brands 2011 (เปิดเผยข้อมูลโดยบลูมเบิร์กเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา) พบว่า แอปเปิ้ลสามารถเลื่อนตำแหน่งตัวเองและเพิ่มมูลค่าของแบรนด์ขึ้นมา 58 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ทำให้สามารถผ่านขึ้นมาอยู่ที่ลำดับที่ 8 จากที่เคยอยู่ที่ลำดับที่ 17 เมื่อปี 2010 ซึ่งเป็นปีที่ยิ่งใหญ่สำหรับแอปเปิ้ลทีเดียว ในการเจริญเติบโตทางด้านมูลค่าแบรนด์ที่ถือได้ว่ามากที่สุดในบรรดาแบรนด์อื่นๆอีกกว่า 100 แบรนด์ รองลงมาคือ อะเมซอน ที่โตขึ้นมา 32 เปอร์เซ็นต์ในปี 2011 ทำให้มีมูลค่าอยู่ที่ 12.76พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และตามมาอยู่ในตำแหน่งที่ 26 ของตาราง โดยแชมป์อันดับที่หนึ่งแบรนด์ดังระดับโลกที่มีมูลค่ามากที่สุดตกเป็นของ โคคา-โคล่า ที่มีมูลค่าแบรนด์ประมาณ 71.86พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยโตขึ้นมา 2 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และเป็นอีกหนึ่งปีที่สามารถรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น รองลงมาคือ ไอบีเอ็ม ที่มีมูลค่าแบรนด์อยู่ที่ 69.91พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยโตขึ้นมา 8 เปอร์เซ็นต์ในปี 2011 ด้านคู่แข่งคนสำคัญของแอปเปิ้ลอย่าง ไมโครซอฟท์ ตามมาอยู่ในลำดับที่สาม ด้วยมูลค่า 59.1พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตาม กลับพบว่า มีการเติบโตลดลงจากปีก่อนประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็มี กูเกิล, GE, แม็คโดนัลด์ และอินเทล ที่มีคะแนนนำหน้าแอปเปิ้ลตามลำดับ ในขณะที่มี ดิสนีย์ และเอชพี ตามมาปิดท้ายในท็อปเท็น โดยแอปเปิ้ลเข้ามาอยู่ใน 20 อันดับแบรนด์ดังระดับโลกได้เมื่อปี 2009 เมื่อมีมูลค่าแบรนด์อยู่ที่ 15.4พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากนั้นก็เห็นได้ชัดว่ามีพัฒนาการที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันสามารถเอาชนะมาอยู่ในตำแหน่งที่ 8 ได้สำเร็จ
Source :AppleInsider
ลือหึ่ง แท๊บเล็ต Windows 8 อาจมีราคาเริ่มต้นที่ 600เหรียญสหรัฐฯ
เรายังคงมีช่วงเวลาที่เหลืออยู่จนกว่าระบบปฏิบัติการ Windows 8 จะออกมา ซึ่งเชื่อว่าราวช่วงเดือนตุลาคมปีนี้ (อ้างอิงตามข่าวลือล่าสุด) แต่ข้อมูลเกี่ยวกับราคาที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้สำหรับแท๊บเล็ตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังจากชิปอินเทล ซึ่งทำงานด้วยระบบปฏิบัติการล่าสุดจากไมโครซอฟท์นี้ มีการเปิดเผยออกมา เชื่อกันว่าจะมีช่วงราคาอยู่ระหว่าง 599 ไปจนถึง 899เหรียญสหรัฐฯโดยตามรายงานยังได้กล่าว ตั้งแต่ไมโครซอฟท์มีความพยายามในการที่จะผสานตลาดแท๊บเล็ตและแล็ปท็อปเข้าไว้ด้วยกันกับระบบปฏิบัติการ Windows 8 โดยพื้นฐานแล้ว จะต้องมีการใช้ระบบปฏิบัติการแบบเต็มรูปแบบทั้งสองอุปกรณ์ และมีราคาที่ต่ำกว่า จึงจะสามารถต่อกรด้านราคากับตลาดพีซีแบบดั้งเดิม แต่น่าเสียดายสำหรับอินเทล ที่ Windows 8 คาดว่าจะสนับสนุนสถาปัตยกรรม ARM นั่นหมายถึง ผู้ขายมีแนวโน้มที่จะเลือกชิปที่มีราคาไม่แพงจาก Nvidia, Qualcomm และ TI ซึ่งส่งผลให้แท๊บเล็ตมีความสามารถไม่เพียงพอที่จะรันซอฟท์แวร์ Windows x86 ซึ่งถ้าข่าวลือดังกล่าวเป็นความจริง อินเทลจะอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อพิจารณาดู จะไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าใดๆในตลาดแท๊บเล็ตได้เลย และผู้บริโภคก็แสดงท่าทีไม่สนใจในแท๊บเล็ตราคา 500เหรียญสหรัฐฯ อันอื่นนอกเหนือจากไอแพดจากแอปเปิ้ล ซึ่งราคาที่สูงลิ่วนี้ ยิ่งจะทำให้ Windows 8 ออกจากตลาดแท๊บเล็ตเร็วขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีกด้วย โดยช่วงราคา 599 - 899เหรียญสหรัฐฯนี้ ทำให้สร้างความรู้สึกว่ามีราคาเท่ากับแล็ปท็อปที่รันด้วย Windows 8 ซึ่งผู้บริโภคก็ต้องคิดหนัก หากมีทางเลือกที่ดีอยู่แล้วอย่างแท๊บเล็ตแอนดรอยด์ที่มีราคาเบาๆเริ่มต้นเพียงแค่ 200เหรียญสหรัฐฯเท่านั้นเอง
Source :TechSpot